บทที่ 9 สามปีเองพิชา...ทนให้ได้
อชิระมองหน้าเธอครู่หนึ่ง ก่อนพูดเสียงต่ำ “ต่อหน้าผมจะพูดอะไรก็ได้ แต่ถ้าอยู่ต่อหน้าคนอื่น อย่าให้ใครจับได้ว่าการแต่งงานของเราเป็นเรื่องผลประโยชน์”
“ใครจะรู้ล่ะคะ ในเมื่อคุณไม่คิดจะบอกใครว่ามีเมียอยู่แล้ว”
“นั่นยิ่งดี”
พิชญานิ่งไป ความรู้สึกบางอย่างบาดลึกเข้ามาโดยไม่มีเหตุผล ทั้งที่เธอควรดีใจเสียด้วยซ้ำว่าการแต่งงานครั้งนี้จะถูกเก็บเป็นความลับ
“สบายใจเถอะค่ะ ฉันเองก็ไม่ได้อยากประกาศให้ใครรู้ว่าคุณเป็นสามี”
อชิระหรี่ตาลง “พูดเก่งเหลือเกินนะ”
“ก็ยังดีกว่าพูดไม่รู้เรื่อง”
ชายหนุ่มโน้มตัวเข้ามาใกล้จนพิชญาต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าว แต่คราวนี้เขาไม่ได้แตะต้องเธอ เพียงก้มลงพูดข้างหูด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ “เก็บปากเก่ง ๆ ของคุณไว้ให้ดี เพราะผมไม่รับประกันว่าทุกครั้งผมจะใจเย็นเหมือนคืนนี้”
พิชญาหันหน้ากลับมาจ้องเขา “และคุณก็ควรจำไว้เหมือนกันค่ะ ว่าฉันไม่ใช่ผู้หญิงที่คุณจะข่มได้ง่าย ๆ”
ทั้งสองสบตากันอยู่นาน ก่อนอชิระจะเป็นฝ่ายถอยออกไป เขาเดินถึงประตูแล้วกลับหยุด “อีกเรื่อง พรุ่งนี้คุณเริ่มงานที่บริษัท”
พิชญาขมวดคิ้ว “อะไรนะ”
“แปดโมง ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ”
“คุณไม่ได้ถามฉันสักคำ”
“คุณบอกเองว่าไม่กลัวงานหนัก” ประตูถูกปิดลงก่อนหญิงสาวจะทันเถียงต่อ
พิชญายืนกำมือแน่นอยู่กลางห้อง ความโมโหแล่นขึ้นจนอยากหยิบอะไรสักอย่างขว้างตามหลัง แต่สุดท้ายกลับทำได้เพียงทรุดตัวลงนั่งริมเตียง
เพียงวันแรกที่เข้าบ้าน เธอก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าอชิระไม่ได้คิดจะปล่อยให้เธอนั่งนับวันรอครบสัญญาอย่างสงบจริง ๆ
หญิงสาวเงยหน้ามองเพดาน ก่อนพึมพำกับตัวเองอย่างขุ่นเคือง
“สามปีเองพิชา...ทนให้ได้”
ทว่าในอีกห้องหนึ่ง อชิระกลับยืนอยู่หน้าหน้าต่างพร้อมแก้วเหล้าในมือ สายตาจับอยู่ที่แสงไฟจากห้องของผู้หญิงซึ่งเพิ่งกลายมาเป็นภรรยาเขาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน เขาควรเกลียดเธอ ควรเห็นเธอเป็นเพียงลูกสาวของผู้ชายที่เคยทำลายครอบครัวเขา แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด เพียงได้ยินพิชญาพูดว่าจะจากไปเมื่อครบสามปี ความรู้สึกบางอย่างกลับขุ่นมัวขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล ทั้งที่คืนนี้...ยังเป็นเพียงคืนแรกเท่านั้น
เช้าวันแรกของการใช้ชีวิตใต้หลังคาเดียวกับอชิระเริ่มต้นด้วยเสียงนาฬิกาปลุกตอนหกโมงตรง พิชญาลืมตาขึ้นมองเพดานอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนความจริงจะย้อนกลับเข้ามาในความคิดทีละอย่าง ทั้งทะเบียนสมรส สัญญาสามปี บ้านหลังนี้ รวมถึงคำสั่งเมื่อคืนว่าเธอต้องเริ่มงานที่บริษัทตั้งแต่แปดโมงเช้า
หญิงสาวถอนหายใจแล้วลุกจากเตียง แม้เมื่อคืนจะนอนหลับไม่เต็มอิ่ม แต่เธอไม่คิดเปิดโอกาสให้อชิระหาเรื่องว่าเป็นคุณหนูเอาแต่ใจอีกเด็ดขาด หลังอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย พิชญาเลือกเสื้อเชิ้ตสีครีมกับกระโปรงทรงตรงสีเข้ม เก็บผมยาวเป็นหางม้าเรียบง่าย ก่อนลงไปชั้นล่างตอนหกโมงยี่สิบห้า
อชิระนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารก่อนแล้ว ชายหนุ่มอยู่ในชุดทำงานเต็มยศ เนกไทสีเข้มรับกับเสื้อเชิ้ตสีขาว ทุกอย่างบนตัวเขาดูเรียบร้อยจนน่าหมั่นไส้ ขณะที่สายตาคมเหลือบมองนาฬิกาข้อมือทันทีที่เห็นเธอเดินเข้ามา
“ก่อนเวลาห้านาที”
พิชญาเลื่อนเก้าอี้นั่งฝั่งตรงข้าม “ผิดหวังหรือคะ นึกว่าฉันจะตื่นสาย?”
“ผมนึกว่าคนเพิ่งกลับจากเมืองนอกจะมีปัญหาเรื่องเวลา”
“ถ้าฉันมีปัญหา ฉันก็แก้เองเป็นค่ะ”
อชิระไม่ได้เถียง เพียงยกกาแฟขึ้นดื่ม ส่วนแม่บ้านนำอาหารเช้ามาวางตรงหน้า พิชญามองข้าวต้มกับผลไม้แล้วชะงัก เพราะปกติเธอแทบไม่กินอะไรตอนเช้า แต่เมื่อเห็นคนตรงข้ามยังนั่งอยู่ เธอก็ไม่คิดให้เขามีเรื่องมาพูดอีก จึงหยิบช้อนขึ้นอย่างเสียไม่ได้
“วันนี้ไปกับผม”
พิชญาเงยหน้า “ฉันขับรถไปเองได้”
“รถคุณยังอยู่ที่บ้านเดิม”
“ฉันเรียกรถก็ได้”
“ไม่จำเป็น”
น้ำเสียงสั้นห้วนทำให้เธอวางช้อนลง “ถ้าเราไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าแต่งงานกัน แล้วนั่งรถคันเดียวเข้าออฟฟิศ คุณไม่คิดว่าคนจะสงสัยหรือคะ”
อชิระเช็ดมุมปากอย่างใจเย็น “คนขับจะส่งคุณลงอาคารข้าง ๆ ส่วนผมเข้าทางผู้บริหาร คุณคงไม่คิดว่าบริษัทผมไม่มีทางเข้ามากกว่าหนึ่งทาง”
พิชญาเงียบไปเล็กน้อย ก่อนพึมพำ “เตรียมการดีจริงเลยนะ”
“เพราะผมไม่ชอบแก้ปัญหาที่ป้องกันได้”
คำพูดนั้นเหมือนธรรมดา แต่กลับทำให้หญิงสาวนึกถึงเรื่องการแต่งงานของตัวเองขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล สำหรับอชิระ ทุกอย่างคงเป็นเพียงปัญหาหนึ่งที่ต้องจัดการให้เรียบร้อย รวมถึงเธอด้วย
เจ็ดโมงครึ่ง รถของอชิระเคลื่อนออกจากบ้าน ทั้งสองนั่งอยู่เบาะหลังคนละฝั่ง ตลอดทางแทบไม่มีบทสนทนา พิชญาใช้เวลาตรวจอีเมลบริษัทเก่าของครอบครัว ส่วนอชิระอ่านรายงานบนแท็บเล็ต ราวกับคนสองคนที่บังเอิญโดยสารรถคันเดียวกันมากกว่าสามีภรรยาที่เพิ่งจดทะเบียนเมื่อวาน
ก่อนถึงบริษัท ชายหนุ่มปิดเอกสารแล้วเอ่ยโดยไม่หันมอง “ที่บริษัทไม่มีใครรู้เรื่องเรา นอกจากศรุตกับฝ่ายกฎหมายบางคน”
“ดีค่ะ ฉันก็ไม่อยากให้ใครรู้”
คราวนี้อชิระหันมามอง “ตอบเร็วดี รังเกียจผมมากขนาดนั้นหรือ”
“แล้วฉันต้องดีใจหรือคะที่ได้ประกาศว่าตัวเองแต่งงานตามพินัยกรรม”
สีหน้าของเขานิ่งลงเล็กน้อย “จำคำพูดตัวเองไว้ก็แล้วกัน”
